<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l จำนวนคนอ่าน 12415 คน
 

การฝึกจิตสำนึก ระเบียบวินัย และคุณธรรม

หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ( วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2546 )
 

ศ.ดร.ลิขิต  ธีรเวคิน
ราชบัณฑิต

สังคมใดประชาชนขาดจิตสำนึก เช่น จิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม  จิตสำนึกที่จะช่วยรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม  จิตสำนึกในการต่อสู้ต่อความไม่ถูกต้อง  และจิตสำนึกที่มีความรักชาติรักแผ่นดิน  สังคมนั้นจะเป็นสังคมที่อันตราย  คนที่ไม่มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมคนนั้นจะทำอะไรตามใจชอบ  เอาแต่ได้  เห็นแก่ตัว  เช่น  กล้าที่จะผลิตยาปลอมเพื่อขายเป็นสินค้าโดยเห็นแก่ประโยชน์ทางการเงิน  มองข้ามความเสียหายที่เกิดต่อเพื่อนร่วมชีวิตและร่วมชะตากรรมในชาติเดียวกัน  คนเหล่านี้จะกลายเป็นศัตรูร้ายต่อสังคม  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง  จะเสมือนสิ่งที่บ่อนทำลายสังคมเช่นเดียวกับเชื้อโรคที่บ่อนทำลายชีวภาพ

คนที่ไม่มีจิตสำนึกในการรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม  สามารถจะกระทำการได้ทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตน  เช่น  โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำลำคลองเพียงเพื่อลดค่าใช้จ่าย  ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดปัญหาสภาพแวดล้อมทำให้สิ่งมีชีวิตในแม่น้ำลำคลองเสียชีวิต  เกิดภาวะมลพิษอาจจะนำไปสู่การเป็นโรคผิวหนัง  โรคทางเดินหายใจ  สร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนในชุมชนนั้นอย่างมหาศาล    คนประเภทนี้จะทำได้ทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนความเสียหายที่จะเกิดต่อส่วนรวม

คนที่ขาดจิตสำนึกที่จะต่อสู้เพื่อความถูกต้องจะเห็นได้จากตัวอย่างที่เดินผ่านประปาสาธารณะซึ่งเปิดน้ำทิ้งเอาไว้  คนเหล่านี้จะไม่มีแม้กระทั่งจิตสำนึกที่จะเข้าไปปิดก๊อกน้ำ  หรือเมื่อเห็นคนอ่อนแอกว่าถูกผู้แข็งแรงกว่ารังแก  เช่น  คน 5 คน กำลังรุมทำร้ายคน 1 คน ก็เห็นว่าธุระไม่ใช่และเดินเลี่ยงไปที่อื่น  คนบางคนอาจจะเห็นพ่อแม่ทำร้ายลูกอย่างรุนแรงเป็นการลงโทษเกินกว่าเหตุจนเด็กได้รับบาดเจ็บก็อาจจะรู้สึกเฉยๆ ไม่รู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่ตนจะต้องต่อสู้เพื่อความยุติธรรม  หรือถ้ามีการประท้วงการกระทำผิดของข้าราชการโดยประชาชนกลุ่มใหญ่  คนประเภทนี้นิยมจะเป็นผู้ชมอยู่ข้างเวทีจะไม่มีจิตสำนึกเข้าไปร่วมด้วย  สังคมที่มีคนประเภทนี้อยู่เป็นจำนวนมากจะไม่มีทางพัฒนาได้  และที่สำคัญกฎแห่งกรรมจะไร้ผลเพราะกฎแห่งกรรมเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันจากทุกฝ่ายให้คนดีได้รับความยกย่อง และคนชั่วได้รับการประนามและลงโทษ 

จิตสำนึกที่มีความรักชาติรักแผ่นดิน  เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง  การรักชาติรักแผ่นดินมิได้แปลว่าคลั่งชาติ หรือชาตินิยมจัด  แต่ต้องตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ว่า  ตนอาศัยแผ่นดินแม่เป็นแผ่นดินเกิดและเติบโตจนเป็นผู้เป็นคน  จึงจำเป็นต้องมีจิตสำนึกคิดถึงบุญคุณของแผ่นดิน  ต้องให้การปกปักษ์รักษา  มาตุภูมิหรือแผ่นดินแม่เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องหวงแหน  และต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดให้สมกับที่เกิดมาบนแผ่นดินดังกล่าว  และเมื่อมีโอกาสต้องพยายามทำความดีเพื่อเป็นการชดใช้หนี้แผ่นดิน

จิตสำนึกที่กล่าวมาทั้งหมดอาจไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน  จึงจำเป็นต้องมีการปลุกเร้าให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความมีจิตสำนึกดังกล่าว  เพื่อให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบความคิด  ทัศนคติ  และค่านิยม  และผลสุดท้ายเพื่อให้กลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของประชาชนทุกคน  จนก่อรูปเป็นบุคลิกของคนชาตินั้นๆ ที่จะต้องมีความตระหนักถึงผลประโยชน์ส่วนรวม  มีจิตสำนึกในความถูกต้อง  มีความรักชาติ  ไม่เห็นแก่ตัว  คนญี่ปุ่นในอดีตและแม้ในปัจจุบันระดับหนึ่งจะมีลักษณะตามที่กล่าวมาเบื้องต้น

ระเบียบวินัยซึ่งเป็นส่วนที่สองที่จะกล่าวในที่นี้  ระเบียบวินัยเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับสังคมที่ต้องการจะพัฒนาก้าวรุดไปข้างหน้า  ความมีระเบียบวินัยเป็นการเริ่มต้นของการมีประสิทธิภาพประสิทธิผล  คนที่ไม่มีระเบียบวางของเกะกะในบ้าน  หรือตั้งเอกสารเกะกะบนโต๊ะทำงาน ย่อมยากที่จะมีประสิทธิภาพประสิทธิผลในการทำงานได้  องค์กรใดบุคคลแต่งตัวไม่เรียบร้อยไม่เป็นระเบียบ  และบริเวณสกปรกดูระเกะระกะตา  สามารถจะบอกได้ทันทีว่าเป็นการสะท้อนถึงลักษณะขององค์กรนั้นว่ามีประสิทธิภาพประสิทธิผลอย่างไรบ้าง  และมีโอกาสที่จะพัฒนาก้าวหน้าไปมากน้อยเพียงใด  คนที่มีระเบียบวินัยจะเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ  มีความละเอียดละออ  ตรงต่อเวลา  รักษาคำพูด  ไม่ทำอะไรแบบสุกเอาเผากิน  และมีวินัยที่จะรักษาระเบียบขององค์กร  มุ่งเน้นในการที่จะปฏิบัติตนให้เป็นประโยชน์ต่อองค์กรจัดตั้ง  มิทำอะไรตามอำเภอใจ  สนุกสนานตามอารมณ์โดยไม่รับผิดชอบ

การมีระเบียบวินัยมิได้แปลว่าต้องงดเว้นจากการสนุกสนานหรือบันเทิง  ประเด็นอยู่ที่ว่าเวลางานย่อมเป็นงาน  เวลาพักผ่อนและเวลาเล่นสนุกสนานก็เล่นและสนุกสนาน  มีความสามารถในการแยกแยะ  รู้จักกาละเทศะ  ไม่ปะปนจนจับต้นชนปลายไม่ถูก  บุคลิกของคนที่มีระเบียบวินัยจะมีความเชื่อมั่น  องอาจ  น่าเชื่อถือ  มีความเคารพตนเอง  มีความสง่าผ่าเผย  สังคมที่พัฒนาแล้วจะต้องประกอบด้วยบุคคลซึ่งมีระเบียบวินัย  ตัวอย่างเช่น  สังคมอังกฤษ  สังคมญี่ปุ่น  สังคมเยอรมัน  สังคมอเมริกา ฯลฯ 

คุณธรรมคือจิตวิญญาณของปัจเจกบุคคล  ศาสนาและอุดมการณ์เป็นดวงวิญญาณของปัจเจกบุคคลและสังคมด้วย  ปัจเจกบุคคลต้องมีวิญญาณ  สังคมก็ต้องมีจิตวิญญาณ  คุณธรรมของปัจเจกบุคคลอยู่ที่การกล่อมเกลาเรียนรู้โดยพ่อแม่  สถาบันการศึกษา  ศาสนา  พรรคการเมืองและองค์กรของรัฐ  ส่วนจิตวิญญาณของสังคมก็คือผลรวมของปัจเจกบุคคล  หากแต่ในบางสังคมจะมีองค์กรของรัฐทำหน้าที่ชี้แนะชี้นำ  เช่น  สังคมในประเทศสังคมนิยมจะมีพรรคคอมมิวนิสต์เป็นกลไกชี้แนะชี้นำให้แก่ประชาชน

ประเด็นอยู่ที่ว่า  มนุษย์มิได้ประกอบด้วยร่างกายและจิตใจเท่านั้น  แต่มนุษย์ยังประกอบด้วยจิตวิญญาณ (soul)  ร่างกายได้แก่ชีวภาพ  เนื้อหนังมังสา  ส่วนจิตใจก็คือส่วนของสมองที่สามารถคิดได้อย่างมีเหตุมีผล  มีความรู้สึกเศร้าใจ  เสียใจ  ดีใจ  ซึ่งเป็นปกติของชีวภาพไม่ว่าคนหรือสัตว์  ส่วนจิตวิญญาณก็คือส่วนซึ่งอยู่เหนือร่างกายและจิตใจ  จะเป็นตัวควบคุมมิให้จิตใจคือความคิดจากสมองสั่งการในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง  เช่น  โดยจิตใจแล้วมนุษย์สามารถเข้าใจว่าเมื่อหยิบปืนขึ้นมาเหนี่ยวไกยิงก็สามารถจะทะลุทะลวงได้  สมองก็จะสั่งให้บุคคลนั้นสั่งให้มือหยิบมาเหนี่ยวไกยิง  และจิตวิญญาณจะเป็นตัวกำกับไม่ให้ยิงทำร้ายบุคคลอื่น  ดังนั้น  คนซึ่งสติไม่สมบูรณ์ยังสามารถใช้จิตใจบังคับร่างกายหยิบอาวุธขึ้นมาใช้ประโยชน์  แต่เนื่องจากไม่ได้ถูกควบคุมด้วยจิตวิญญาณจึงสามารถประกอบอาชญากรรมต่างๆ ได้  การกล่อมเกลาพัฒนาคุณธรรมในตัวปัจเจกบุคคลคือการยกระดับการพัฒนาของจิตวิญญาณ (the level of the development of the soul) มนุษย์ซึ่งมีระดับการพัฒนาของจิตวิญญาณสูงจะเป็นมนุษย์ที่ใฝ่ดี  เข้าถึงคุณธรรมความถูกต้องได้ง่าย  กล่าวกันว่า ท่านเวยหลั่งซึ่งเป็นนักบวชศาสนาพุทธเป็นผู้ไม่รู้หนังสือ  แต่ฟังธรรมะเข้าใจได้ทันทีและบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าได้ในฉับพลันที่นครกวางตุ้ง  ซึ่งถ้าเป็นความจริงตามนี้แสดงให้เห็นว่าระดับการพัฒนาจิตวิญญาณของท่านเวยหลั่งคงผ่านมาหลายชาติและพัฒนาถึงจุดที่มีความละเอียดที่สุดจึงสามารถบรรลุถึงธรรมะได้ทั้งๆ ที่ไม่รู้หนังสือ  เพราะการเข้าใจลึกซึ้งถึงธรรมะอาจจะเป็นคนละส่วนของการมีทักษะของการอ่านออกเขียนได้

สังคมที่คนขาดคุณธรรมก็จะกลายเป็นสังคมซึ่งไร้จิตวิญญาณ หรือมีจิตวิญญาณที่สับสน  สังคมนั้นจะไม่สามารถก้าวไปสู่ทิศทางที่น่าพึงประสงค์ได้  สังคมที่น่าพึงปรารถนาก็คือสังคมที่ประชาชนในสังคมมีจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม  จิตสำนึกที่จะช่วยรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม  จิตสำนึกในการต่อสู้ต่อความไม่ถูกต้อง  จิตสำนึกที่มีความรักชาติรักแผ่นดิน  มีระเบียบวินัย  และมีจิตวิญญาณซึ่งเกิดจากการกล่อมเกลาทางคุณธรรม  พัฒนาจิตใจไปสู่ระดับที่สูงขึ้น

คำถามอยู่ที่ว่า  ทำอย่างไรจึงจะสามารถพัฒนาให้สังคมมีลักษณะดังกล่าวได้  นี่คือคำถามซึ่งจะมีคำตอบจากทุกๆ ฝ่ายในสังคม

 
   
<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l เลื่อนขึ้น
Dr. L. Dhiravegin's profile l Articles l Contact Dr. Likhit
© 2005 Prof.Dr. Likhit Dhiravegin. All rights reserved.
WebHosting by www.Joinhost.com